อนุทินถูกเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย หวังจะใช้คลื่นชาตินิยมเพื่อกุมอำนาจอีกครั้ง
วันที่ 17 ธันวาคม นายอนุทิน ชูวรรณ นายกรัฐมนตรีรักษาการไทย ได้พูดกับสื่อมวลชนในงานประชุมระหว่างประเทศปราบปรามอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ (แบรนด์เบิร์ก)
นายอนุทิน ชูวรรณ นายกรัฐมนตรีรักษาการไทย ได้ถูกพรรคภูมิใจไทย (พรรคที่เขาสังกัด) เสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันพุธ (24 ธันวาคม)
ตามรายงานของรอยเตอร์ นายอนุทินหวังจะใช้คลื่นชาตินิยมที่เกิดจากความขัดแย้งบนชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อชวนสนับสนุนจากผู้มีเสียงเลือกตั้ง โดยหวังจะชนะการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า และคืนมาปกครองอีกครั้ง
นายอนุทินได้แตกสภาในช่วงต้นเดือนนี้ เนื่องจากรัฐบาลน้อยคณะที่เขาเป็นหัวหน้าเผชิญกับภัยคุกคามจากการลงมติไม่มั่นคง ตอนที่เขาพูดกับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนเมื่อวันพุธ เขากล่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้เตรียมพร้อมที่จะคืนมาปกครอง และอธิบายการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ว่าเป็น "ครั้งสำคัญที่สุด" ของพรรคตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2551
เขาเน้นว่าพรรคภูมิใจไทยมั่นใจและเตรียมพร้อมเข้าร่วมการเลือกตั้ง เพื่อให้บริการประเทศไทยและประชาชน และชี้ให้เห็นว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประชาชนไทยมีคาดหวังสูงต่อพรรคภูมิใจไทย
นายอนุทินยังกล่าวว่า หากเขาสามารถคว้ารับตำแหน่งอีกครั้ง สมาชิกคณะรัฐมนตรีแกนนำของรัฐบาลจะยังคงดำรงตำแหน่ง ได้แก่นายเอกนิติ เตชะรัตน์รัตนกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสิหะสา ธรรมรัตนกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายสุภกิจ ธนาคาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
เมื่อเร็วๆ นี้ ไทยและกัมพูชาได้เกิดการยิงปืนกันอีกครั้งเนื่องจากความขัดแย้งบนชายแดน ทำให้อารมณ์ชาตินิยมในประเทศไทยเพิ่มขึ้น และนายอนุทินมีโอกาสได้รับประโยชน์จากสภาพนี้ แต่ผู้วิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการแข่งขันรุนแรง และอาจไม่มีพรรคใดที่ชนะโดยมีเสียงส่วนใหญ่อย่างชัดเจน
นายยุชะนันท์ ชินวัตร หนึ่งในผู้สมัครนายกรัฐมนตรีหลักของพรรคเพื่อไทย และเป็นลูกพี่น้องของนายทักษิณ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรีเก่า) กล่าวว่าเขาเปิดใจร่วมรัฐบาลคูณระหว่างพรรค ซึ่งเป็นสัญญาณถึงความซับซ้อนของโครงสร้างการเมืองในอนาคต
ผลสำรวจความคิดเห็นระดับประเทศจากศูนย์สำรวจความคิดเห็นของสถาบันการพัฒนาและการจัดการแห่งชาติ (NIDA Poll) แสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยมีอัตราการสนับสนุนอยู่ที่ 9.92% ซึ่งเป็นอันดับสี่ในบรรดาพรรคที่เข้าร่วมการเลือกตั้งหลัก ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าผู้มีเสียงเลือกตั้งประมาณ 32.36% ยังไม่ได้ตัดสินใจสนับสนุนพรรคใด ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีช่องว่างในการชวนสนับสนุนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
页:
[1]